สงครามรัสเซีย-ยูเครน สุ่มเสี่ยงจะลุกลามไปทั่วโลกหรือไม่ ภายหลังรัสเซีย ยิงขีปนาวุธพิสัยกลางความเร็วเหนือเสียง “โอเรชนิก” โจมตีเมืองดนิโปร ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตขีปนาวุธและอาวุธอื่นๆของยูเครน เมื่อคืนนี้วันที่ 21 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อตอบโต้ยูเครน ที่เพิ่งยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ของสหรัฐฯ และอังกฤษ เข้าไปในดินแดนรัสเซีย ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งของสงครามที่ยืดเยื้อมาเกือบ 3 ปี

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกมาแถลงการยิงขีปนาวุธ ใส่ยูเครน เป็นการทดสอบระบบขีปนาวุธ “โอเรชนิก” หรือ “ฮาเซล”ซึ่งไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ โดยยูเครนไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันได้ และเพื่อตอบโต้การกระทำอันก้าวร้าวของนาโต ที่อนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธโจมตีฐานทัพของรัสเซีย หากยกระดับการกระทำที่ก้าวร้าว จะตอบโต้อย่างเด็ดขาดและเหมาะสม ขึ้นอยู่กับการกระทำของสหรัฐฯและพันธมิตร

“โอเรชนิก” ขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นใหม่ แบบ IRBM ความเร็วสูงเหนือเสียง 10 เท่า และมีความเร็วในช่วงสุดท้ายมากกว่า 8 มัค หรือมากกว่า 9,900 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นขีปนาวุธที่ออกแบบสำหรับติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ 6-8 หัวรบ เพื่อประสิทธิภาพในการแยกทำลายได้หลายเป้าหมาย และน่าจะสามารถโจมตียุโรปได้เกือบทั้งหมด
ขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นใหม่นี้ อยู่ระหว่างการทดสอบของรัสเซีย และใช้หัวรบธรรมดาทดสอบโจมตียูเครน ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธ และปูติน อ้างว่าขีปนาวุธโอเรชนิก เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2.5 ถึง 3 กิโลเมตรต่อวินาที ปัจจุบันไม่มีระบบป้องกันใดในโลกที่สามารถสกัดกั้นได้ และจะเพิ่มอัตราการผลิต พร้อมกับการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพราะความขัดแย้งในยูเครน มีต้นตอจากชาติตะวันตก ได้นำไปสู่ความขัดแย้งระดับโลกแล้ว.