โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Spinal Muscular Atrophy (SMA) อาจถูกมองว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยอย่างมาก อัตราการเกิดโรค 1:10,000 คน พบได้ตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และในกรณีที่รุนแรง สามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ และสามารถสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียอย่างไม่อาจประมาณได้
โรค SMA เกิดจากความผิดปกติของยีน โดยทุกๆ 1 ใน 50 คนของประชากรทั่วโลกจะมีโอกาสมียีนพาหะโรค SMA แฝงอยู่โดยที่ไม่แสดงอาการหากทั้งพ่อและแม่มียีนพาหะเหมือนกัน จะทำให้มีความเสี่ยงที่ลูกจะเกิดมาเป็นโรค SMA ในอัตรา 1:4 หรือ 25% ในทุกๆ การตั้งครรภ์
ในอดีต การรักษา SMA มุ่งเน้นที่การรักษาแบบประคับประคองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังขาดความตระหนักรู้ในเรื่องการวินิจฉัยและการรักษา แต่ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคทั้งในหมู่แพทย์ ผู้ป่วย และภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดการพูดคุย ยกระดับการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ เช่น การรักษาด้วยยีนบำบัด และมีชีวิตที่ดีขึ้น
เสียงจากผู้ป่วย “น้องฟาง” กับความฝันที่พร้อมไปต่อ
แม้ปัจจุบัน โรค SMA จะเริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและหนทางอีกยาวไกลเพื่อเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ในโรค SMA ดังเรื่องราวของ “น้องฟาง” ณัฐภากร พรลี้เจริญ ผู้ป่วย SMA Type3 ที่มุ่งมั่นเป็นตัวแทนและเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มครอบครัวผู้ป่วย SMA โดยน้องฟางได้เล่าว่า ตอนเด็กๆ ยังสามารถเดินได้ แต่ไม่ปกตินัก เรียกได้ว่าเดินคล้ายเพนกวิน ทางพ่อและแม่ของน้องฟางได้พาไปตรวจหลายครั้ง แต่มองย้อนไปช่วงเวลานั้น โรค SMA ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การตรวจวินิจฉัยอย่างชัดเจนและตรงจุดว่าเป็นโรค SMA จึงล่วงเลยไปจนถึงวันที่น้องฟางอายุ 18 ปี

“ตอนแรกเราคิดว่าถ้ามันเป็นโรคทางกระดูกก็สามารถผ่าตัดได้ แต่ว่าพอตรวจเจอว่าฟางเป็นโรค SMA ซึ่งเป็นโรคที่มีความซีเรียสกว่า ก็รู้สึกกังวล เรียกได้ว่ากังวลมากทีเดียวค่ะ เพราะไม่ใช่แค่ข้อจํากัดทางร่างกายที่มีในตอนนั้น แต่การเป็นโรค SMA หมายความว่าร่างกายเรากําลังค่อยๆ เสื่อมถอยลงในอนาคตด้วย อะไรที่เราเคยทําได้อย่างการก้าวขึ้นบันได หรือการลุกขึ้นจากเก้าอี้ ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องยากแล้วค่ะ อะไรที่เรายังพอทำได้อยู่ในตอนนี้ อย่างการเดิน ก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ และวันนึงฟางก็จะเดินไม่ได้ในที่สุด น้องฟาง กล่าว
เห็นได้ชัดว่าโรค SMA มีผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงก่อนอายุ 20 ตอนที่ได้รับวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรค SMA Type 3 นั้น น้องฟางยังสามารถเดินและพึ่งพาตัวเองได้ตามปกติ เพียงแค่เดินช้า ลุกจากพื้นไม่ได้ ต้องเลี่ยงการยกของหนักหรือการเดินขึ้นลงบันได แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็เริ่มเสื่อมถอยลงตามอาการ ในช่วงเวลาสามปีมานี้ การอ่อนแรงที่มากขึ้น ส่งผลให้น้องฟางหกล้มและกระดูกหักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงสองครั้ง ทำให้ไม่สามารถพยุงตนเองได้และต้องเริ่มใช้วีลแชร์
น้องฟางจึงจำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวและคนรอบข้างเพื่อดำรงชีวิตประจำวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากน้องฟาง ยังมีผู้ป่วย SMA อีกหลายคนในประเภทที่รุนแรงกว่าซึ่งการเสื่อมถอยของร่างกายอาจส่งผลร้ายแรง นี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA จำนวนมากต้องเผชิญ
น้องฟางยังมีบทบาทเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่ม SMA Thailand กลุ่มผู้ป่วย SMA ที่รวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นกำลังให้แก่กัน ด้วยแนวทาง ‘ฝัน หวัง ไปต่อ’ และวันนี้โลกมีเทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้น มีการรักษาที่ช่วยชะลอการอ่อนแรง อีกทั้งยังมีการตรวจคัดกรอง (Screening) ที่ครอบคลุมตั้งแต่พ่อและแม่ในระยะก่อนตั้งครรภ์จนถึงเด็กในระยะแรกเกิด ในหลายประเทศ

“การสร้างความตระหนักรู้เรื่องการคัดกรองทารกในครรภ์ (Prenatal screening), การคัดกรองพาหะ (Carrier screening) และการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด (Newborn screening) ในไทยเป็นสิ่งที่เราอยากเน้นย้ำมากๆ ไปพร้อมกันค่ะ เพราะหากมีการตรวจและวินิจฉัยก่อนการตั้งครรภ์หรือในทารก ก็จะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที ผู้ที่มียีนพาหะในตัวเอง ก็จะมีทางเลือกในการสร้างครอบครัวที่แตกต่างออกไป หรือเด็กแรกเกิดที่ตรวจพบโรคก่อนแสดงอาการ ก็มีโอกาสได้รับการรักษาทันเวลาและมีประสิทธิภาพ ” น้องฟาง กล่าว
แต่ความตั้งใจในการมีชีวิตของผู้ป่วย SMA อย่างน้องฟางยังคงมั่นคงแข็งแกร่ง โดยเจ้าตัวได้จบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิต และกำลังเรียนปริญญาโทเพิ่มที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยผลการเรียนดีเด่นและความตั้งใจจะทำงานในสายงานที่ตัวเองเรียนมา อย่างการเป็นนักกฎหมายหรือผู้พิพากษา แต่เมื่อน้องฟางได้มีโอกาสฝึกงานในบริษัทสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง ก็พบว่าข้อจำกัดทางร่างกายทำให้การทำงานจริงซึ่งต้องเคลื่อนไหวและเดินทางเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก
ปัจจุบันน้องฟางจึงทำหน้าที่ดูแลกิจการค้าขายของครอบครัว โดยมีความฝันเพียงแค่ว่าจะสามารถทำงานได้ดี มีเงินเก็บมากเพียงพอสำหรับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ยามแก่ตัวลงและตัวเองได้ เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องลำบากในอนาคต ความตั้งใจธรรมดาๆ นี้เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ป่วย SMA