เรื่องราวของ ”ดิไอคอน กรุ๊ป” ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้มีผู้เสียหาย 306 คน มูลค่าความเสียหาย 118 ล้านบาท เข้ามาให้การกับตำรวจ เพื่อรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ตั้งแต่การรับสมัคร การเข้าเรียนคอร์สออนไลน์, การชักชวนไปร่วมลงทุนธุรกิจ และตัวอย่างสินค้าของบริษัท นำมาพิจารณาว่าเข้าข่ายกระทำความผิดในข้อหาใดบ้าง
เร็วๆนี้ คาดว่าจะออกหมายเรียก ให้ผู้บริหารของบริษัท และดารานักแสดงที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ มาให้การเพิ่มเติม หากพบว่ากระทำความผิด ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหา นอกจากนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและอายัดบัญชีผู้บริหารของบริษัทเอาไว้ตรวจสอบ ตามพ.ร.บ.ฟอกเงิน ป้องกันการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โดยจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการธุรกรรม ในวันที่ 17 ต.ค.นี้
ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และตัวแทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าตรวจสอบ บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ย่านรามอินทรา เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการรวบรวมหลักฐานการประกอบกิจการ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สินค้าที่จำหน่าย ไปตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน เพื่อประกอบการพิจารณาคดี
ล่าสุด 12 ต.ค. ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) นำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นพื้นที่ 9 จุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทดิไอคอน กรุ๊ป ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อค้นหาพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดขาย และจำนวนการผลิตสินค้า เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงว่า บริษัทมุ่งเน้นจำหน่ายสินค้า หรือเน้นการระดมทุน

บอสพอส ย่องพบตำรวจ ตั้งศูนย์เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ความเคลื่อนไหวของบอสพอส วรัตน์พล วรัทย์วรกุล เจ้าของดิไอคอน กรุ๊ป เดินทางเข้าพบตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 ต.ค. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ระบุว่า ได้ทราบข่าวแล้วรู้สึกเสียใจ และรู้สึกไม่ดีมากๆ รอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะออกมาชี้แจงในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งตั้งใจจะช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ประสบปัญหา พร้อมยืนยันว่า ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งบริษัทมาจนถึงวันนี้ 6 ปีแล้ว ก็ไม่เคยคิดว่าการขายของออนไลน์ในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
“เชื่อมาตั้งแต่วันแรกเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ก็ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่เจ้าแรกที่สามารถคิด หรือทำธุรกิจแบบนี้ได้ แต่เห็นรุ่นพี่ในธุรกิจออนไลน์หลาย ๆ แบรนด์ที่เขาทำ เห็นเขาเติบโต ประสบความสำเร็จ ก็มองว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดี สามารถจะสร้างสินค้าที่ดี บริษัทที่ดี และสามารถจะขายของได้”
ก่อนหน้านั้นบอสพอส ได้โพสตชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า 1. ขณะนี้ทางบริษัทได้เตรียมข้อมูล พยานหลักฐาน พร้อมที่จะให้ข้อมูลแก่กระบวนการยุติธรรม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ของการดำเนินธุรกิจแล้ว
2. ทางบริษัทจะจัดตั้งศูนย์เยียวยาบรรเทาทุกข์ ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำธุรกิจ (ไม่เกี่ยวกับผลทางคดีข้อ1) โดยจัดตั้งเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งในระหว่างนี้อยู่ในการกำหนดทิศทางการเยียวยา โดยจะขอให้บุคคลที่สังคมให้ความเชื่อถือ เข้ามาร่วมหารือทิศทางการเยียวยานี้.