สภาพจิตใจ บอสดิไอคอน ถูกคุมขังในคุก สุดเจ็บปวด หวาดผวา ถูกตัดขาดจากครอบครัว

คำถามหนึ่ง ซึ่งผู้คนอยากรู้ว่า สภาพจิตใจบรรดาบอสๆ ทั้งหลายของดิไอคอน ในสภาพปัจจุบันเป็นไงบ้าง และก็ได้มีผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆที่เคยมีประสบการณ์ในการผ่านสถานการณ์มาแล้ว จากการเข้าไปอยู่ในเรือนจำหลายท่านออกบอกเล่าให้ฟังถึง สภาพที่เกิดขึ้นจริง

ไม่ว่าจะอยู่ในแดนแรกรับหรือแดนอื่นๆก็ตามว่า จะต้องเจอกับอะไรและสภาพจิตใจเป็นอย่างไรนั้น ในทางอาชญาวิทยาฯ “ผศ. ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล” อดีตอาจารย์ประจำและประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก (นานาชาติ) ด้านอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอันดับแรก คือ ความเครียดและภาวะซึมเศร้า (Depression) เป็นความผิดปกติทางจิตที่พบบ่อยในหมู่ผู้ต้องขังและนักโทษ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเข้าไป ต้องเผชิญกับสภาพความวิตกกังวล ความเครียด และมีอาการทางอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น รู้สึกเศร้า ขาดความสนใจในสิ่งอื่นๆ หรือหมดหวัง อาการเศร้า เบื่อหน่ายหรือเบื่ออาหาร

“รู้สึกนับถือตนเองต่ำหรือรู้สึกผิด นอนไม่หลับหรือเบื่ออาหาร ไม่มีพลัง และสมาธิไม่ดี มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งสภาพเช่นนั้นอาจกินเวลานานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น”

นอกจากการถูกจำคุกแล้ว ภาวะซึมเศร้ายังเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตายอีกด้วย การที่เมื่อถูกคุมขัง ผู้ต้องขังจะไม่มีเวลาเป็นของตนเองหรือขาดอิสระเลือกสถานที่อยู่ได้อีกต่อไป การถูกคุมขังจองจำมักนำไปสู่การไม่สามารถปฏิเสธได้ การไม่มีทางเลือกที่มักสามารถทำได้เมื่อได้อยู่ชุมชนภายนอก ซึ่งในทางจิตวิทยาอาชญากรรม เราจะเรียกว่า เป็นโรค CMD Prisoners’ common mental disorders (CMDs) เป็นภาวะที่เป็นปัญหาสุขภาพจิตในอันดับแรกของผู้ต้องขังแรกเข้า ในต่างประเทศพบว่า หากผู้ต้องขังมีอาการรุนแรงและหวาดผวา ถูกคุกคาม จะเกิดความภาวะซึมเศร้าเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย โดยมีภาวะซึมเศร้าอาจเป็นเรื้อรังหรือเป็นช่วงสั้นๆ หากเริ่มปลง ปรับตัวได้ ยอมรับความเป็นจริงได้ในระดับหนึ่ง

ความหวาดกลัวจากภายในเหล่าบอสดิไอคอน ตอกย้ำป่วยทางจิต

ปัจจัยภายนอกทางกายภาพและความเครียดเรื้อรัง ความหวาดกลัวจากภายในที่ยิ่งตอกย้ำทำให้การเจ็บป่วยทางจิตของผู้ต้องขังในเรือนจำอาจแย่ลง ปัจจัยภายนอกที่พบบ่อย ได้แก่ ความแออัดยัดเยียดและสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ถูกสุขอนามัย (ไม่ใช่ว่าเรือนจำบริหารจัดการไม่ดี แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้ต้องขังที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ บางคนมักง่าย เอาสะดวก บางคนไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย ยิ่งมาอยู่หมู่มากปะปนอาจเคยชินแบบนั้น ไม่สนใจเรื่องสุขอนามัย เป็นต้น)  

คุณภาพอาหารที่ไม่ได้ให้ผู้ต้องขังต้องมาสนใจเรื่องรสชาติ ความอร่อย เอาให้กินเพื่ออยู่ (บางคนรับได้ บางคนที่ไม่เคยชินเรียกว่า แย่เลยทีเดียว) พบการล่วงละเมิดทางร่างกาย หรือวาจาในกลุ่มผู้ต้องขังหรือนักโทษ การขาดความเป็นส่วนตัว และการไม่มีเวลาพักผ่อน นอกจากการถูกตราหน้าว่าถูกคุมขังแล้ว นักโทษอาจรู้สึกผิดหรือละอายใจต่ออาชญากรรมที่ตนก่อขึ้น และอาจกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการกระทำของตนที่มีต่อผู้อื่น โดยเฉพาะครอบครัวและเพื่อน ผลสะสมของปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ ทำให้ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางจิตในนักโทษเพิ่มขึ้น

ในความเป็นจริงการได้เห็นความรุนแรงในเรือนจำ ก็สามารถสร้างบาดแผลทางจิตใจได้ เพราะพบว่า การเผชิญกับความรุนแรงในเรือนจำหรือคุกอาจทำให้ความผิดปกติทางจิตใจที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้น หรืออาจนำไปสู่อาการเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การหลีกเลี่ยง ความไวเกินปกติ ความระแวดระวังเกินเหตุ การฆ่าตัวตาย ภาพหลอน และความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์

ปัจจัยต่าง ๆ อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดความเครียดรุนแรงหรือภาวะซึมเศร้า ก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล เช่น เรื่องเพศ (ชาย หญิง GLBT) และอายุ สถานะเศรษฐกิจ การศึกษา การจ้างงาน และสถานภาพสมรส ความพิการและการสนับสนุนทางสังคมที่ไม่ดี อาจรวมไปถึงโรคประจำตัวหรือเรื้อรัง (เช่น ความดันโลหิตสูง โรคลมบ้าหมู HIV/เอดส์) และอาจรวมไปถึง การเคยเป็นคนที่มีปัญหาความอ่อนแอ บอบบางทางจิต การเคยมีประวัติการฆ่าตัวตาย ประวัติครอบครัวที่มีปัญหาทางจิตเวชและการเผชิญกับความรุนแรงและอาชญากรรม และความเครียดจากการอยู่ร่วมกับบุคคลที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม เหล่านี้เป็นต้น

ในต่างประเทศ ก็จะมีการวัดสภาพจิตโดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น เพื่อดูว่าตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า (MDD) ในปัจจุบันหรือไม่ เช่น การใช้ Mini International Neuropsychiatric Interview (MINI) ในกลุ่มตัวอย่างนักโทษ เพื่อดูอัตราความชุกของภาวะซึมเศร้าในระบบเรือนจำแบบปิดและแบบกึ่งเปิด หรืออาจใช้แบบที่เรียกว่า Psychiatric Symptoms Checklist-90 (SCL-90) หาภาวะซึมเศร้าสูง

ถูกตัดขาดจากครอบครัว สูญเสียอิสระ สร้างความเจ็บปวด

แม้จะเป็นที่รู้กันว่า ผู้ต้องขังที่เข้าไปใหม่ จะต้องเครียดอย่างรุนแรง และมีคำถามว่าทำไมนั้น มีคำอธิบาย ว่าการต้องเกิดสภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อันได้แก่  การถูกตัดขาดจากครอบครัว  การสูญเสียความเป็นอิสระและขาดจุดมุ่งหมายอะไรทำให้เกิดสภาพจิตเช่นนั้น ดังที่องค์การอนามัยโลกได้อธิบายไว้ว่า “เรือนจำหลายแห่งมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต เช่น การแออัด การใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ การถูกบังคับให้อยู่คนเดียว หรือในทางกลับกัน ขาดความเป็นส่วนตัว ขาดกิจกรรมที่มีความหมาย การแยกตัวจากเครือข่ายทางสังคม ความไม่มั่นคงเกี่ยวกับอนาคต (งาน ความสัมพันธ์ ฯลฯ) และบริการด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพจิต”

ดังนั้นลักษณะเด่นหลายประการของการถูกจองจำ มีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตเชิงลบ เช่น การขาดความเชื่อมโยงกับครอบครัว การสูญเสียความเป็นอิสระ ความเบื่อหน่ายและขาดเป้าหมายในชีวิต และความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อม ศาสตราจารย์ Craig Haney ผู้เชี่ยวชาญด้านผลทางจิตวิทยาของการจำคุกและการแยกนักโทษในเรือนจำ อธิบายว่า “อย่างน้อยที่สุด เรือนจำก็เป็นสถานที่ที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวด และผู้ต้องขังมักจะต้องประสบกับผลที่ตามมาในระยะยาวจากการต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความอดสูใจ และรูปแบบและบรรทัดฐานที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ในการใช้ชีวิตและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น”

และอย่างที่ดร. Seymour L. Halleck ได้สังเกตไว้ว่า “สภาพแวดล้อมในเรือนจำนั้นถูกออกแบบมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อบังคับให้ผู้กระทำความผิดต้องเผชิญกับความเจ็บปวด”

สภาพแวดล้อมในคุก ทั้งการกิน-นอน ยิ่งตอกย้ำ ไปสู่ความเครียด

อาจบอกได้เลยว่า มีเงื่อนไขจากสิ่งเหล่านี้ ประการแรก คือ การสูญเสียความเป็นอิสระและขาดจุดมุ่งหมาย ผู้ต้องขังแทบไม่สามารถควบคุมชีวิตประจำวันของตนเองได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอน อาหารที่กิน งานที่ทำ และเวลาพักผ่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกพึ่งพาตนเองและหมดหนทาง การสูญเสียความเป็นอิสระนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ในทำนองเดียวกัน การอยู่ในเรือนจำมักมีลักษณะเฉพาะคือความเบื่อหน่าย ความจำเจ และขาดการกระตุ้น ผู้ต้องขังจำนวนมากมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา การฝึกอบรมงาน และโปรแกรมอื่นๆ ได้จำกัด ซึ่งสามารถเติมเต็มเวลาและกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของพวกเขาได้

การขาดกิจกรรมและการกระตุ้นทางจิตใจนำไปสู่ความเครียด ความโกรธ และความหงุดหงิดอย่างมาก โดยเฉพาะในบางคนที่ใช้กลไกการรับมือที่ไม่ดี ไม่สามารถจัดการกับความเบื่อหน่าย รวมถึงการใช้สารเสพติด การไร้ความหมายและขาดจุดมุ่งหมายสามารถนำไปสู่อาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และความสิ้นหวังได้

ประการที่สอง การถูกตัดขาดจากครอบครัว โดยธรรมชาติแล้ว การถูกคุมขังในเรือนจำจะเป็นสภาพบังคับที่ต้องแยกผู้คนออกจากเครือข่ายทางสังคมและคนที่ตนรัก มีผลการวิจัย ในปี 2018 จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพในเรือนจำและสุขภาพจิตในเรือนจำของรัฐ 214 แห่ง พวกเขาพบว่าผู้ต้องขังที่ต้องถูกคุมขังในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากบ้านมากกว่า 50 ไมล์มีแนวโน้มที่จะประสบกับภาวะซึมเศร้ามากกว่า ผู้ต้องขังที่มีถิ่นฐานบ้านช่องอยู่ใกล้เรือนจำ

ไม่น่าแปลกใจ เพราะนักจิตวิทยารู้มานานแล้วว่าผู้ที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีมักจะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่า ในทำนองเดียวกัน จากการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของเรือนจำต่อสุขภาพจิตในปี 2015 พบว่าการแยกจากครอบครัวและเพื่อนฝูงกลายเป็นปัจจัยกดดันหลักสำหรับผู้ต้องขัง และยังเกี่ยวข้องกับความทุกข์ทางจิตใจอีกด้วย ในความเป็นจริง หลายคนอธิบายว่าการแยกจากกันนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการถูกคุมขัง

แม้ว่าผู้ต้องขังจะได้รับการเยี่ยมจากสมาชิกในครอบครัว แต่สภาพแวดล้อมในเรือนจำกลับทำให้พวกเขาเชื่อมโยงกันได้ยากขึ้น เรือนจำถูกสร้างขึ้นและดำเนินงานโดยคำนึงถึงเป้าหมายด้านความปลอดภัย และ “กฎระเบียบและมาตรการด้านความปลอดภัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขัง ครอบครัวของผู้ต้องขัง และเด็กๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ยิ่งคนที่ถูกคุมขังที่มีลูก การแยกจากลูกอาจทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังรู้สึกทุกข์ใจเป็นพิเศษ (โดยพาะผู้หญิง) 

บทความเรื่อง Behavioral Sciences & the Law ตีพิมพ์ในปี 1998 ระบุว่า “ การแยกจากลูกเป็นสภาวะเครียดที่สุดอย่างหนึ่งของผู้หญิงที่ถูกคุมขัง และมักเกี่ยวข้องกับความรู้สึกผิด วิตกกังวล และกลัวที่จะสูญเสียความผูกพันระหว่างแม่กับลูก” การศึกษาวิจัยในปี 2005 พบว่า แม่ส่วนใหญ่มักมีความรู้สึกทุกข์ใจ หดหู่ หรือรู้สึกผิดอย่างมาก รู้สึกเจ็บปวด หดหู่ และเป็นกังวล

ประการที่สาม การรับรู้ถึงความไม่แน่นอน ความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าเหล่านี้อาจแย่ลงได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมในเรือนจำที่ไม่สามารถคาดเดาได้ การมีกฎระเบียบมากมายในเรือนจำและคุกที่ไม่มีอยู่ในโลกเสรี ซึ่งหลายกฎระเบียบนั้นคลุมเครือและบังคับใช้อย่างไม่แน่นอน กฎระเบียบเหล่านั้นบางครั้งมีการบังคับใช้อย่างเลือกปฏิบัติ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังกับเจ้าหน้าที่ อารมณ์ของเจ้าหน้าที่ ความรุนแรงของการละเมิดกฎระเบียบ และความสะดวกของการบังคับใช้กฎระเบียบ” การขาดความชัดเจนและคาดเดาได้นี้สามารถนำไปสู่ความรู้สึกไม่แน่นอนและเครียดได้

ประการที่สี่ ความแออัดและการลงโทษ เรือนจำและเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศมีนักโทษล้นเกิน ทำให้สภาพแวดล้อมในเรือนจำที่ส่งผลเสียต่อเรือนจำนั้นเลวร้ายลงไปอีก การที่นักโทษล้นเกินมักหมายถึงการต้องอยู่ในห้องขังนานขึ้น มีความเป็นส่วนตัวน้อยลง เข้าถึงการดูแลสุขภาพทางจิตและร่างกายน้อยลง และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการและงานที่ได้รับมอบหมายน้อยลง เจ้าหน้าที่เรือนจำอาจตอบสนองต่อการบริหารจัดการหรือความจำกัดที่นักโทษล้นเกิน ด้วยการละเลยหรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินการที่ต้องทำ เช่น การให้ทานอาหารเย็นตั้งแต่บ่าย การขึ้นโรงนอนตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

การที่นักโทษล้นเกินมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการสร้างความเครียด มากขึ้น ผลการศึกษาวิจัยในปี 2018 จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียพบ ในทำนองเดียวกัน ว่าการแออัดยัดเยียดและการลงโทษมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าสภาพแวดล้อมที่ลงโทษ “มีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ต้องขังรู้สึกไม่เป็นมิตรหรือซึมเศร้ามากเกินไป”

นอกจากนี้ บาดแผลจากการประสบและเห็นความรุนแรง เนื่องจากเรือนจำและสถานที่คุมขังเป็นสถานที่ที่มีความรุนแรงในกลุ่มผู้ต้องขังอย่างมาก ผู้คนมักประสบกับการทำร้ายร่างกายหรือหรือการเย้อหยันด้วยวาจาอันเลวร้าย และถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ไม่ดีทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ

รวมถึงความเครียดต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของเรือนจำ ยังเพิ่มโอกาสที่ผู้ต้องขังจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกด้วย นักวิจัยจากการศึกษาวิจัยในปี 2009 พบว่าการประสบความรุนแรงระหว่างถูกคุมขังมีความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับ “ แนวโน้มพฤติกรรมก้าวร้าวและต่อต้านสังคมตลอดจนความทุกข์ทางอารมณ์” อาจส่งผลลัพธ์ที่คงอยู่ยาวนาน

นักวิจัยบางคนแนะนำว่าบาดแผลทางจิตใจที่ผู้คนได้รับหลังถูกคุมขังอาจนำไปสู่โรค Post-Incarceration Syndrome ซึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะร่วมกับโรค PTSD สภาพแวดล้อมในเรือนจำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ เนื่องจากทำให้ผู้คนต้องอยู่ห่างจากสังคมและสูญเสียความหมายและจุดมุ่งหมายในชีวิต

สภาพที่เลวร้ายซึ่งพบได้ทั่วไปในเรือนจำและคุก เช่น การแออัดยัดเยียด การขังเดี่ยว และการเผชิญกับความรุนแรงเป็นประจำ อาจส่งผลเสียเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งหมายความว่าแม้จะรับโทษจำคุกแล้วก็ตาม ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงประสบปัญหาด้านจิตใจ นักวิจัยด้านจิตวิทยาอาชญากรรมยังศึกษาและตั้งสมมุติฐานทางทฤษฎีว่า การถูกคุมขังอาจนำไปสู่ “Post-Incarceration Syndrome” ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่คล้ายกับ PTSD ได้ แม้จะออกมาในภายหลังก็ตาม

อาการทางจิต หลังได้รับการปล่อยตัว บุคลิกภาพอาจแปรปรวน

การศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษากับอดีตผู้ต้องขังหลังได้รับการปล่อยตัว พบว่า หลายคนยังมีอาการทางจิตบางอย่าง เช่น ลักษณะบุคลิกภาพแบบแปรปรวน (เช่น ไม่ไว้ใจคนอื่น มีปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์ และมีปัญหาในการตัดสินใจ) ความสับสนทางประสาทสัมผัสทางสังคม (ปัญหาในการใช้เหตุผลเชิงพื้นที่และมีปัญหาในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม) และการแยกตัวทางสังคมและทางเวลา (ความรู้สึกว่าไม่เป็นส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมทางสังคม) เป้นต้น ผู้ต้องขังประสบกับเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจในอัตราสูง ซึ่งมักเรียกสั้นๆ ว่า PTE

นอกจากนี้ การทบทวนยังเผยให้เห็นอีกว่าการประสบกับ PTE ในเรือนจำมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอัตราการเกิด PTSD เมื่อได้รับการปล่อยตัว เราอาจมักคิดว่าการจำคุกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนและเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถได้รับโทษจากการกระทำผิด และในที่สุดก็ยังได้รับการปล่อยตัวออกมา แต่ความจริงก็คือ เวลาที่ใช้ไปในเรือนจำและคุกอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมทางจิตใจมากมาย ที่คอยหลอกหลอนผู้คนแม้กระทั่งหลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้ว จากการวิจัยพบว่า การจำคุกสามารถกระตุ้นและทำให้อาการของโรคทางจิตแย่ลงได้ และผลกระทบเหล่านั้นจะคงอยู่ต่อไปอีกนาน แม้หลังจากที่ใครบางคนออกไปแล้ว

สภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทำให้สภาพแวดล้อมเลวร้ายยิ่งขึ้น แม้ว่าเราจะออกแบบเรือนจำที่ดี “มีการบริหารจัดการที่ดี และมีมนุษยธรรม แต่ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ เกิดความทุกข์ทรมานและบาดแผลทางจิตใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไว้ข้างต้น.